atommobiles เครื่องเล่นเทคโนโลยีสุดทันสมัย
keyboard_arrow_right
กล้องถ่ายรูป, เรื่องทั้งหมด

ประวัติความเป็นมาของเทคโนโลยี กล้องถ่ายรูป

Camera Photo
Camera Photo
ประวัติ กล้องถ่ายรูป เทคโนโลยีแรกเริ่มสู่ยุคปัจจุบัน

‘กล้องถ่ายรูป’ กว่าจะพัฒนามาถึงวันนี้ได้ ล้วนผ่านประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน วันนี้เราจึงจะมาเล่าความเป็นมาของมันในแบบฉบับย่อกัน

กล้องถ่ายรูปเกิดขึ้นมาได้ยังไงกันนะ ?

‘กล้องถ่ายรูป’ เกิดขึ้นมาเพราะมีผู้เห็นภาพกลับหัวบนกำแพง ภายในห้องทึบแสง โดยภาพนั้นเกิดจากแสงที่มาจากภายนอกลอดผ่านรูขนาดเล็ก อันสะท้อนและก่อให้เกิดภาพเหมือนบนผนังอีกด้านของห้อง ทำให้เกิดไอเดียนำวิธีนี้มาประดิษฐ์เป็นกล้อง Obscura โดยคำว่า ‘Camera’ แปลว่า ‘ห้อง’ คำว่า ‘Obscura’ แปลว่า ‘มืด’

‘Johannes Zahn’ ออกแบบกล้อง Obscura ไว้มากมายหลายแบบ โดยมีการนำกระจกติดไว้บริเวณด้านหลังของกล้อง เพื่อให้แสงสะท้อนแสงขึ้นไปยังด้านบน ทำให้ภาพออกมาไม่กลับหัว และในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการสร้างกล้องส่องทางไกล จึงนำเลนส์มาใส่ไว้ตรงช่องรับแสงแทนรูเข็ม ทำให้ได้รูปสว่างไสวและคมชัดมากขึ้น

‘กล้อง Daguerreotype’ ถือกำเนิดขึ้นมาในปีค.ศ. 1841 โดยฝีมือของนาย William Henry Talbot เขาพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า ‘Calotype’ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นภาพกลับสี ซึ่งจากวิธีนี้ช่วยสร้างสำเนาจากต้นฉบับได้หลายชุด นับเป็นการพัฒนาไปอีกขั้น ต่อมา ค.ศ. 1843 มีการนำรูปถ่ายมาใช้เพื่อการโฆษณาครั้งแรก ณ เมือง Philadephia ประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้คนในยุคนั้นมาก

ค.ศ. 1851 นาย Frederick Scott Archer ได้คิดค้นระบบ ‘Collodion’ ซึ่งใช้กระดาษแบบแห้ง โดยมันใช้เวลาแค่ 2 – 3 วินาที ในการบันทึกรูปสำหรับแสงปกติภายนอกอาคาร และในขณะเดียวกันก็มีการทดลองถ่ายรูปถ่ายใต้น้ำด้วย

ปี ค.ศ. 1880 บริษัท Eastman dry plate ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้น 4 ปีต่อมาจึงเกิดกระดาษโค้งงอเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของ ‘ฟิล์มถ่ายรูป’ ค.ศ. 1888 บริษัท Eastman dry plate สร้างฟิล์มแบบม้วนขึ้นมาเป็นเจ้าแรก อีกทั้งทั้งยังสร้างกล้องถ่ายรูปราคาประหยัดขึ้นมา มันมีนามว่า ‘Kodak’ รูปร่างเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ไม่สามารถปรับระยะชัดได้ มีความเร็วในการรับแสงที่ตั้งค่ามาแล้ว พร้อมเปลี่ยนฟิล์มกระดาษเป็นเซลลูลอยด์อันมีความทนทานกว่า ต่อมาค.ศ. 1889 ผู้ซื้อกล้อง Kodak ไปใช้ จะนำฟิล์มส่งมาให้บริษัทเพื่อล้างออกมาเป็นรูปถ่าย เป็นบริการแบบครบวงจร, ค.ศ. 1900 บริษัทได้ออกกล้องรุ่น ‘Brownie’ เป็นกล้องราคาถูก คุณภาพดีสำหรับในยุคนั้น จนกระทั่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างกว้างขวาง ทำให้ Brownie ยกโขยงตามออกมาอีกหลายรุ่น เท่านั้นยังไม่พอฟิล์มม้วนของ Kodak ยังเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ของการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนตร์ของ Thomas Edison’s นักวิทยาศาสตร์คนดัง ในปีค.ศ. 1891 อีกด้วย

เรื่องทั้งหมด

Little fighter 2 เกมฮิตประจำร้านเกมของมันต้องมี (ย้อนเวลารำลึกถึง)

Little fighter 2

สมัยที่เราเป็นเด็กเรามักจะมีเกมประจำตัวที่ชื่นชอบ และหนึ่งในเกมสนุกมากๆในสมัยนั้นก็คือ Little fighte เกมต่อสู้ของเหล่านักรบขนาดจิ๋วที่มีตั้งแต่ นักดาบ นักธนู นินจา นักเวทย์และอื่นๆ โดยเกมนี้เป็นเกมฟรีที่ผลิตโดยบริษัทฮ่องกง สามารถเล่นในบนระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งในปัจจุบันนี้มีภาคสองออกให้เราดาวโหลดกันมาเล่นแล้วในชื่อ Little fighter 2 จากฝีมือนักพัฒนาเกมสองคน Marti Wong และ Starsky Wong ในปี ค.ศ.1999 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเกมได้รับการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่ก็เพื่ออัพเดตตัวละครต่างๆ และแก้ไขเรื่องบัคของเกม

ในเกมจะสามารถเล่นได้ 4 คนภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน และสามารถประลองกันออนไลน์ได้สูงสุด 8 คนโดยแบ่งออกเป็น 2 ทีม ตัวละครภายในเกมสามารถควบคุมผ่านแป้นพิมพ์หรือจอยสติ๊กก็ได้ หากใครไม่ถนัดปุ่มไหนก็เข้าไปปรับแต่งได้ที่เมนูตั้งค่า ก่อนเริ่มเกมผู้เล่นจะต้องเลือกตัวละครของตน ซึ่งแต่ละตัวจะมีความสามารถแตกต่างกัน เป้าหมายของเกมคือการทำให้อีกฝ่ายพลังลดจนเหลือ 0 แต่ละตัวจะมีท่าเตะ ต่อยเป็นพื้นฐานและมีท่าไม้ตายที่ไม่เหมือนใคร การจะใช้ท่าไม้ตายต้องใช้ MP ซึ่งจะเพิ่มขึ้นหลังจากการต่อสู้ ระหว่างการต่อสู้ภายในฉากจะมีไอเท็มตกลงมาทั่วแผนที่ ผู้เล่นสามารถเก็บมาใช้เพื่อความได้เปรียบของตัวเอง เช่น ขวดนมและเบียร์ (เพิ่ม HP MANA) หรืออาวุธมีด, ไม้เบสบอล, นวมต่อยมวย อาวุธแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกันและจะพังเมื่อใช้ไปซักระยะหนึ่ง

โหมดต่างๆภายในเกม

1.VS Mode โหมดต่อสู้ระหว่างผู้เล่นและคอมพิวเตอร์ สามารถเลือกตัวละครให้ฝ่ายตรงข้ามได้

2.Stage Mode โหมดนี้จะเป็นการผ่านด่าน ให้ผู้เล่นตะลุยด่านจนครบ 5 ด่าน ซึ่งจะมีศัตรูคอยขัดขวางตลอดทาง สามารถเลือกความยากง่ายได้ก่อนเริ่มเกม

3.Championship Mode การแข่งขันแบบชิงแชมป์ คนที่ชนะคู่สุดท้ายจะมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงชัยชนะ สามารถเลือกลุยคนเดียว หรือจะลุยพร้อมกับคู่หูที่เป็นคนหรือบอทก็ได้

4.Battle Mode การต่อสู้แบบสงคราม จะแบ่งออกเป็นข้างละ 4 คน แต่ละทีมก็จะมีนักรบติดตาม ภายในฉากจะเต็มไปด้วยการตะลุมบอนด้วยตัวละครมากมาย เปรียบเสมือนกับสงครามขนาดย่อมบนหน้าจอคอม

5.Demo Mode เป็นโหมดสังเกตการณ์ ตัวเกมจะสร้างทีมขึ้นมาแบบสุ่มด้วยฮีโร่ 10 ตัว โดยใช้บอทควบคุมทั้งหมด ผู้เล่นสามารถนั่งดูตัวละครเหล่านี้ต่อสู้กันเองได้จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งในที่สุด