atommobiles เครื่องเล่นเทคโนโลยีสุดทันสมัย
keyboard_arrow_right
เรื่องทั้งหมด
กล้องถ่ายรูป, เรื่องทั้งหมด

รีวิว 10 รุ่น กล้อง Leica ที่ความมีไว้ในครอบครอง

Camera Leika Top

การได้ครอบครองกล้อง Leica ถือเป็นความฝันของนักถ่ายภาพทั้งหลาย ถ้าจะให้เปรียบเจ้ากล้องแบรนด์นี้ก็เหมือนรถหรูอย่างเฟอร์รารี่คันงาม ต่างกันก็เพียงแค่มันอยู่ในโลกของกล้องดิจิตอลเท่านั้นเอง ถึงว่ามันจะแพงแต่มันไม่ได้มีดีเพียงความหรูหราเท่านั้น เจ้ากล้องตัวนี้ยังมาพร้อมกับสเปคระดับพรีเมี่ยมสมกับราคา โชคดีที่ผู้ผลิตได้ซอยรุ่นออกมาให้เลือกตามความกำลังซื้อของลูกค้าในตลาด วันนี้เราได้มาพร้อมกับกล้อง Leica จำนวน 10 ตัว ที่คุ้มค่าสำหรับการครอบครองในราคาย่อมเยา

10.Leica Q2

เป็นกล้องแบบ Full-Frame ที่ถือว่าครบเครื่องด้านฟังก์ชันมากสุดตัวหนึ่ง ความละเอียดขนาด 43.7 ล้านพิกเซล เลนส์ฟิกส์ 28 มิลลิเมตร F1.7 หน้าจอแอลซีดีขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านจุด เปิดตัวมาในราคา

9.Leica M10-P

กล้องแบบ Rangefinder เซ็นเซอร์ขนาด Full-Frame ความละเอียด 24 ล้านเมกกะพิกเซล หน้าจอแอลอีดีทัชสกีน 3 นิ้ว ถ่ายภาพต่อเนื่องที่ 5 เฟรมต่อวินาที เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป – มืออาชีพ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 250,000 บาท

8.Leica D-Lux 7

เป็นรุ่นขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวแต่ไม่อยากพกกล้องตัวใหญ่ ใช้เซ็นเซอร์แบบ Micro Four Third ความละเอียด 17 ล้านเมกกะพิกเซล พร้อมกับเลนส์ 24 – 75 F1.7 – F16 ราคาเบาๆอยู่ที่ 38,000 บาทเท่านั้นเอง

7.Leica Sofort

กล้องถ่ายรูป Instant Camera  ที่จะปริ้นความทรงจำสุดประทับใจให้ออกมาเป็นภาพ ด้วยขนาดฟิลม์ภาพFujifilm Instax Mini ใหญ่สูงสุด 6.2 คูณ 4.6 เซนติเมตร ราคาค่าตัวอยู่ที่ 9,000 บาท

6.Leica C Lux

อีกหนึ่งตัวเลือกสบายกระเป๋ากับกล้องพกพาเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียด 20 ล้านเมกกะพิกเซล พร้อมเลนส์ 24 – 260 มิลลิเมตร F3.3 – 6.4 ออโตโฟกัส 49 จุด รองรับถ่ายภาพวีดีโอ 4K ราคา 32,000 บาท

5.Leica CL

กล้อง Mirrorless APS-C ความละเอียด 24.3 ล้านเมกกะพิกเซล ออโต้โฟกัส 49 จุด ถ่ายภาพต่อเนื่อง 10 เฟรมต่อวินาที รองรับถ่ายภาพวีดีโอ 4K ราคา 89,000 บาท

4.Leica TL2

กล้อง Mirrorless จิ๋วผิวมันวาววับที่มาพร้อมการออกแบบสุดพิเศษ ด้วยขนาดที่เล็กของมันต้องแลกด้วยการนำเอาช่องมองภาพออกไป ตัวกล้องใช้เซนเซอร์ APS-C ความละเอียด 24.3 ล้านเมกกะพิกเซล ถ่ายภาพต่อเนื่อง 20 ภาพต่อวินาที ราคา 58,000 บาท

3.Leica X-U

ถ้าจะหากล้องไปลุยปาร์ตี้ หรือจะเป็นงานสงกรานต์บ้านเราต้องบอกเลยว่าอันนี้สิเหมาะ เพราะว่าคุณสามารถพาเจ้านี้โดดลงน้ำไปถ่ายรูปได้ลึกสุด 15 เมตรกันเลยทีเดียว ด้วยความชัดขนาด 16 ล้านเมกกะพิกเซลในราคา 64,000 บาทเท่านั้น

2.Leica S3

ขยับมาเล่นใหญ่กับกล้อง DSLR เลนส์แบบ Leica Pro Format ความละเอียด 64 ล้านเมกกะพิเซล เกิดมาเพื่อนักถ่ายภาพมืออาชีพ ซึ่งกำลังรอจอคิวรอวันวางจำหน่ายในเร็วๆนี้

1.Leica M Monochrom

กล้องยอดนิยมจาก Leica มาพร้อมกับการออกแบบสุดคลาสสิคที่ไม่เหมือนใคร เซนเซอร์ขนาด Full frame ความละเอียด 24 ล้านเมกกะพิกเซล ในราคา 256,000 บาท เป็นรุ่นที่เกิดมาสำหรับนักสะสมตัวยงอย่างแท้จริง

เรื่องทั้งหมด

A Journey of Mobile Innovation การเดินทางของนวัตกรรมมือถือ กล้องหลัง 4 เลนส์ มือถือซัมซุง A9

MObile samsung A9
MObile samsung A9
Samsung Galaxy A9 สุดยอดขุมพลังถ่ายรูปกล้องสี่ตัว

Samsung Galaxy A9 เป็นมือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหลังถึง 4 เลนส์ ช่วยให้การถ่ายภาพของคุณสนุกไม่ซ้ำใครอีกต่อไป เพราะแต่ละเลนส์ประกอบไปด้วยความพิเศษเฉพาะตัว เลนส์ตัวแรกสำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง 120 องศา ด้วยความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล F2.4 และเลนส์เทเลโฟโต้ ซูม 2 ระดับ ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล F2.4 กล้องหลัก 24 ล้านพิกเซล F1.7 และสุดท้ายคือเลนส์วัดความลึกสำหรับถ่ายภาพชัดหลังเบลอ ความละเอียดสูงสุด 5 ล้านพิกเซล F2.2 มากันครบแบบนี้ ถือได้ว่าลบข้อจำกัดในการถ่ายภาพบนมือถืออย่างสิ้นเชิง เพราะจะนำไปถ่ายวิว ถ่ายคน ถ่ายงานปาร์ตี้ก็ยังคงได้ภาพสวยอย่างน่าเหลือเชื่อ

มันไม่ได้มีดีเพียงแค่กล้องเท่านั้น A9 ยังมาพร้อมชิบประมวลผลความเร็วสูง Snapdragon 660 ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าชิปเซ็ตของ Exynos ด้วยความเร็ว 2.2GHz Octa-Core หน่วยความจำขนาด 6GB และ 8GB หน้าจอของ A9 มีความกว้างขนาด 6.3 นิ้ว ความจำของเครื่อง 128GB เพียงพอต่อการใช้งานประจำวัน หรือคุณอาจเพิ่มด้วยการใส่ Micro SD ได้มากสุดถึง 512GB ใส่หนัง เพลง ภาพได้แบบจุใจ เท่านี้ก็หมดปัญหาพื้นที่เต็ม แบตเตอรี่ของ A9 ยังคงเป็นระบบชาร์จไฟเร็วที่ความจุ 3,800 มิลลิแอมป์ สามารถใช้งานได้นานขึ้นกว่าที่เคย แถมเมื่อใกล้หมดสามารถชาร์จไฟจนเต็มได้เพียงถึงชั่วโมง

ในด้านความบันเทิงแล้ว A9 ถือว่าทำออกเอาใจคนชอบดูหนัง ฟังเพลงเป็นอย่างมาก ด้วยขุมพลังจาก Dolby Atmos ที่ถูกพัฒนาให้ถ่ายทอดเสียงรอบทิศทางเสมือนอยู่ในโรงภาพยนต์ หรือจะเป็นการฟังเพลงที่จำลองระบบเสียง 3 มิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ (ระบบ Dolby สามารถใช้กับหูฟังที่รองรับ หรือลำโพงไร้สาย Bluetooth)

เบื้องหลังขุมพลังของ Samsung Galaxy A9

โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้เป็นการนำนวัฒกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้นมารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยเฉพาะระบบกล้อง 4 เลนส์ เป็นการรวมกันระหว่างเลนส์ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ แต่ละเลนส์มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป 3 เลนส์สำหรับถ่ายรูปและเลนส์ที่ 4 สำหรับวัดระยะชัดตื้นชัดลึกเพื่อที่เราจะได้ภาพที่หน้าชัดหลังเบลอ ถึงแม้ว่ามันจะถูกนำไปใช้แล้วกับ LG V40 ที่มีกล้องหลัง 3 เลนส์ หรือแม้แต่โทรศัพท์ของ Google และ Apple ที่ทำได้เหมือนกันในเลนส์เดียว แต่สาเหตุที่ A9 มีกล้องถึง 4 เลนส์ก็เพราะต้องการแยกความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์ เพราะยิ่งฮาร์ดแวร์ซับซ้อนมากเท่าไหร่ ราคาของมันก็จะแพงขึ้นไปด้วย นั่นทำให้ A9 มีราคาเพียงหมื่นกว่าบาท เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการถ่ายรูปเทียบเท่ากับกล้องเรือธงราคา 3 – 4 หมื่นของค่ายอื่นๆ

เรื่องทั้งหมด

เรียนรู้ความเป็นมา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือแบบไหนอะไร

information technology computer mobile gamer

‘เทคโนโลยีสารสนเทศ’ (IT) ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ทุกประเทศ ทุกธุรกิจ ทุกๆ ภาครัฐ ล้วนเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องนำมันมาใช้ในระบบกับทุกระบบ ซึ่งทำให้หลายๆ คนให้คำนิยามว่า ในปัจจุบันนี้เป็นโลกแห่งยุค IT แต่กว่าที่มันจะพัฒนามาอย่างก้าวไกลถึงขนาดนี้ มันเริ่มต้นจากตรงไหนมาศึกษากันเลย

กว่าจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ

จากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงส่งผลให้มีการสร้างสิ่งมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เทคโนโลยี เข้ามามีส่วนช่วยในการผลิตสินค้าตลอดจนบริการต่างๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้น

จากความสามารถของเทคโนโลยี ทำให้ระบบการผลิตผลิตสินค้าจำนวนมหาศาล โดยที่มีราคาถูกลง และสินค้าก็มีคุณภาพ , ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างง่ายดาย , เกิดการเดินทางไปมาหาสู่กันถึงกันอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีจึงทำให้ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไปมาก

เทคโนโลยีทางด้านสื่อสาร มีการพัฒนาด้วยการสนทนา ผ่านไปยังสายโทรศัพท์เมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว และย้อนไป 50 ปีที่แล้ว มนุษย์สามารถส่งภาพไปยังโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงทำให้มีการใช้สารสนเทศแบบข่าวสารมากขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ก็มีทั้งสถานีวิทยุ , โทรทัศน์ , หนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อต่างๆ อีกมากมายที่ใช้ในการกระจายข่าวสาร ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาผสานในทุกมิติของชีวิตมนุษย์

เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมส่วนประกอบต่างๆ ได้อย่างล้ำสมัย ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ออกมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

เทคโนโลยีสารสนเทศวนเวียนอยู่รอบตัวเรา เช่น เมื่อยามตื่นนอนคุณอาจจะได้ยินเสียงจากวิทยุแว่วมา , คุณใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน , คุณใช้ Smart Phone แชทข้อความโต้ตอบกับแฟน เป็นต้น

อีกทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทุกขนาดอีกด้วย หลังจากปี พ.ศ. 2530 ระบบสื่อสารโทรคมนาคมบวกกับคอมพิวเตอร์พัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดการนำเข้าสู่ยุคสมัยสารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารในทุกๆ วัน อีกทั้งการสื่อสารโทรคมนาคมก็แพร่หลาย ทำให้ข่าวสารเดินทางอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็เกิดข้อเสียบางประการขึ้น คือ เมื่อทุกคนเข้าถึงข่าวง่ายขึ้น บางครั้งมันก็มีผู้ไม่ประสงค์ดี กุข่าวปลอมขึ้นมา เพื่อต้องการหลอกลวงผู้คน ถ้าคุณเสพย์ข่าวเหล่านี้โดยไม่กลั่นกลองคุณก็อาจกลายสภาพเป็นเหยื่อได้ แต่มันก็มีข้อดี คือ ทำให้สังคมกลายเป็นสังคมไร้พรมแดน ผู้คนสามารถเรียนรู้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เรื่องราวของประเทศหนึ่งเผยแพร่ออกไปยังประเทศต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เรื่องทั้งหมด

เรื่องที่มาของเทคโนโลยีกว่าจะมาเป็นหุ่นยนต์

Robot comeback
Robot comeback
หุ่นยนต์ การสร้างก่อนจะมาเดินได้ทุกวันนี้

‘หุ่นยนต์’ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Robot โดยรากศัพท์มาภาษาเช็ก แปลว่า ‘ทาส’ มนุษย์รู้จักการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้มานานมากแล้ว หากย้อนไปในสมัยโบราณชาวกรีกจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Aautomata’ และคำนี้ยังเป็นที่มาของคำว่า ‘อัตโนมัติ’ อีกด้วย ‘Aautomata’ ตัวแรกของโลกเท่าที่มีหลักฐานปรากฏ คือ เกิดขึ้นเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล โดยฝีมือของ Archytas of Tarentum นักคณิตศาสตร์และนักประดิษฐ์ชาวกรีก เขาได้สร้างนกพิราบจักรกล โดยมันสามารถขยับปีกขึ้นลงได้ จากการใช้ไอน้ำ

‘Aautomata’ ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์เป็นตัวแรก ถือกำเนิดขึ้น 250 ปีก่อนคริสตกาล ผู้สร้าง คือ Ctesibius of Alexandria นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก เขาสร้างนาฬิกาน้ำ ชื่อ Clepsydra ขึ้นมา โดยมันบอกเวลาด้วยการวัดจากระดับความสูงของน้ำ อีกทั้งยังนำหลักการของกาลักน้ำเข้ามาใช้ด้วย มันจึงทำให้นาฬิกาน้ำนี้ทำงานอย่างอัตโนมัติ

ใน ค.ศ.1737 นาย Jacques de Vzucanson นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ได้สร้างหุ่นยนต์เป่าฟลูตขึ้นมา โดยมันสามารถเป่าฟลูตออกมาเป็นบทเพลงอย่างไพเราะถึง 12 เพลง มีการขยับนิ้วมือซึ่งทำจากไม้ สร้างปอดเทียมเพื่อดันลมออกมา อีก 2 ปีให้หลังเขาก็ได้สร้างหุ่นยนต์เล่นแทมบูรีน และหุ่นยนต์เป็ด ซึ่งมีกลไกช่วยในการเคลื่อนไหวกว่า 400 ชิ้น มันสามารถขยับปีก , แสดงท่าทางการกิน , การย่อย , ขับถ่ายได้ ซึ่งนับเป็นสิ่งอัศจรรย์ในยุคนั้น ผลงานของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานได้จริงเป็นตัวแรกของโลก

ส่วนหุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้ตัวแรกของมนุษย์ชาติ ถูกคิดค้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมันมีความฉลาด ก้าวล้ำมาก มันใช้อุปกรณ์ Sensor เป็นตัวควบคุมการจุดระเบิด มันเป็นระเบิดบินได้ นับเป็นหุ่นยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายทำลายล้าง

ในช่วงปี ค.ศ. 1949 – 1949 นาย William Grey Walter ชาวอเมริกัน ได้สร้างหุ่นยนต์ ซึ่งมีลักษณะแบบเต่า โดยมีชื่อรุ่นว่า Machina Speculatrix พร้อมตั้งชื่อให้กับมันแต่ล่ะตัวว่า ‘Elmer’ กับ ‘Elsie’ อาศัยพลังงานขับเคลื่อนจากไฟฟ้า มีล้อ 3 ล้อ รวมทั้งมีอุปกรณ์ตรวจจับแสงสว่าง หุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัว นี้มีการตั้งระบบการทำงาน ให้วิ่งเข้าหาแสง พร้อมเคลื่อนที่หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างน่าสนใจ

สำหรับหุ่นยนต์ในวงการอุตสาหกรรมตัวแรก ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1961 โดยนักประดิษฐ์ George Devol กับ Joseph Engelberger วิศวกรชาวอเมริกัน ทั้ง 2 คน ได้ช่วยกันระดมสมองประดิษฐ์แขนกลหุ่นยนต์ที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรม ‘Unimate’ ชดเชยการทำงานโดยฝีมือมนุษย์ พร้อมก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์แห่งแรกของโลกชื่อ ‘Unimation’ ต่อมา Joseph Engelberger ได้รับฉายาและถูกยกย่องว่าเป็น ‘บิดาแห่งหุ่นยนต์ทางด้านอุตสาหกรรม’

กล้องถ่ายรูป, เรื่องทั้งหมด

ประวัติความเป็นมาของเทคโนโลยี กล้องถ่ายรูป

Camera Photo
Camera Photo
ประวัติ กล้องถ่ายรูป เทคโนโลยีแรกเริ่มสู่ยุคปัจจุบัน

‘กล้องถ่ายรูป’ กว่าจะพัฒนามาถึงวันนี้ได้ ล้วนผ่านประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน วันนี้เราจึงจะมาเล่าความเป็นมาของมันในแบบฉบับย่อกัน

กล้องถ่ายรูปเกิดขึ้นมาได้ยังไงกันนะ ?

‘กล้องถ่ายรูป’ เกิดขึ้นมาเพราะมีผู้เห็นภาพกลับหัวบนกำแพง ภายในห้องทึบแสง โดยภาพนั้นเกิดจากแสงที่มาจากภายนอกลอดผ่านรูขนาดเล็ก อันสะท้อนและก่อให้เกิดภาพเหมือนบนผนังอีกด้านของห้อง ทำให้เกิดไอเดียนำวิธีนี้มาประดิษฐ์เป็นกล้อง Obscura โดยคำว่า ‘Camera’ แปลว่า ‘ห้อง’ คำว่า ‘Obscura’ แปลว่า ‘มืด’

‘Johannes Zahn’ ออกแบบกล้อง Obscura ไว้มากมายหลายแบบ โดยมีการนำกระจกติดไว้บริเวณด้านหลังของกล้อง เพื่อให้แสงสะท้อนแสงขึ้นไปยังด้านบน ทำให้ภาพออกมาไม่กลับหัว และในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการสร้างกล้องส่องทางไกล จึงนำเลนส์มาใส่ไว้ตรงช่องรับแสงแทนรูเข็ม ทำให้ได้รูปสว่างไสวและคมชัดมากขึ้น

‘กล้อง Daguerreotype’ ถือกำเนิดขึ้นมาในปีค.ศ. 1841 โดยฝีมือของนาย William Henry Talbot เขาพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า ‘Calotype’ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นภาพกลับสี ซึ่งจากวิธีนี้ช่วยสร้างสำเนาจากต้นฉบับได้หลายชุด นับเป็นการพัฒนาไปอีกขั้น ต่อมา ค.ศ. 1843 มีการนำรูปถ่ายมาใช้เพื่อการโฆษณาครั้งแรก ณ เมือง Philadephia ประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้คนในยุคนั้นมาก

ค.ศ. 1851 นาย Frederick Scott Archer ได้คิดค้นระบบ ‘Collodion’ ซึ่งใช้กระดาษแบบแห้ง โดยมันใช้เวลาแค่ 2 – 3 วินาที ในการบันทึกรูปสำหรับแสงปกติภายนอกอาคาร และในขณะเดียวกันก็มีการทดลองถ่ายรูปถ่ายใต้น้ำด้วย

ปี ค.ศ. 1880 บริษัท Eastman dry plate ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้น 4 ปีต่อมาจึงเกิดกระดาษโค้งงอเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของ ‘ฟิล์มถ่ายรูป’ ค.ศ. 1888 บริษัท Eastman dry plate สร้างฟิล์มแบบม้วนขึ้นมาเป็นเจ้าแรก อีกทั้งทั้งยังสร้างกล้องถ่ายรูปราคาประหยัดขึ้นมา มันมีนามว่า ‘Kodak’ รูปร่างเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ไม่สามารถปรับระยะชัดได้ มีความเร็วในการรับแสงที่ตั้งค่ามาแล้ว พร้อมเปลี่ยนฟิล์มกระดาษเป็นเซลลูลอยด์อันมีความทนทานกว่า ต่อมาค.ศ. 1889 ผู้ซื้อกล้อง Kodak ไปใช้ จะนำฟิล์มส่งมาให้บริษัทเพื่อล้างออกมาเป็นรูปถ่าย เป็นบริการแบบครบวงจร, ค.ศ. 1900 บริษัทได้ออกกล้องรุ่น ‘Brownie’ เป็นกล้องราคาถูก คุณภาพดีสำหรับในยุคนั้น จนกระทั่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างกว้างขวาง ทำให้ Brownie ยกโขยงตามออกมาอีกหลายรุ่น เท่านั้นยังไม่พอฟิล์มม้วนของ Kodak ยังเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ของการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนตร์ของ Thomas Edison’s นักวิทยาศาสตร์คนดัง ในปีค.ศ. 1891 อีกด้วย

เรื่องทั้งหมด

Little fighter 2 เกมฮิตประจำร้านเกมของมันต้องมี (ย้อนเวลารำลึกถึง)

Little fighter 2

สมัยที่เราเป็นเด็กเรามักจะมีเกมประจำตัวที่ชื่นชอบ และหนึ่งในเกมสนุกมากๆในสมัยนั้นก็คือ Little fighte เกมต่อสู้ของเหล่านักรบขนาดจิ๋วที่มีตั้งแต่ นักดาบ นักธนู นินจา นักเวทย์และอื่นๆ โดยเกมนี้เป็นเกมฟรีที่ผลิตโดยบริษัทฮ่องกง สามารถเล่นในบนระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งในปัจจุบันนี้มีภาคสองออกให้เราดาวโหลดกันมาเล่นแล้วในชื่อ Little fighter 2 จากฝีมือนักพัฒนาเกมสองคน Marti Wong และ Starsky Wong ในปี ค.ศ.1999 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเกมได้รับการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่ก็เพื่ออัพเดตตัวละครต่างๆ และแก้ไขเรื่องบัคของเกม

ในเกมจะสามารถเล่นได้ 4 คนภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน และสามารถประลองกันออนไลน์ได้สูงสุด 8 คนโดยแบ่งออกเป็น 2 ทีม ตัวละครภายในเกมสามารถควบคุมผ่านแป้นพิมพ์หรือจอยสติ๊กก็ได้ หากใครไม่ถนัดปุ่มไหนก็เข้าไปปรับแต่งได้ที่เมนูตั้งค่า ก่อนเริ่มเกมผู้เล่นจะต้องเลือกตัวละครของตน ซึ่งแต่ละตัวจะมีความสามารถแตกต่างกัน เป้าหมายของเกมคือการทำให้อีกฝ่ายพลังลดจนเหลือ 0 แต่ละตัวจะมีท่าเตะ ต่อยเป็นพื้นฐานและมีท่าไม้ตายที่ไม่เหมือนใคร การจะใช้ท่าไม้ตายต้องใช้ MP ซึ่งจะเพิ่มขึ้นหลังจากการต่อสู้ ระหว่างการต่อสู้ภายในฉากจะมีไอเท็มตกลงมาทั่วแผนที่ ผู้เล่นสามารถเก็บมาใช้เพื่อความได้เปรียบของตัวเอง เช่น ขวดนมและเบียร์ (เพิ่ม HP MANA) หรืออาวุธมีด, ไม้เบสบอล, นวมต่อยมวย อาวุธแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกันและจะพังเมื่อใช้ไปซักระยะหนึ่ง

โหมดต่างๆภายในเกม

1.VS Mode โหมดต่อสู้ระหว่างผู้เล่นและคอมพิวเตอร์ สามารถเลือกตัวละครให้ฝ่ายตรงข้ามได้

2.Stage Mode โหมดนี้จะเป็นการผ่านด่าน ให้ผู้เล่นตะลุยด่านจนครบ 5 ด่าน ซึ่งจะมีศัตรูคอยขัดขวางตลอดทาง สามารถเลือกความยากง่ายได้ก่อนเริ่มเกม

3.Championship Mode การแข่งขันแบบชิงแชมป์ คนที่ชนะคู่สุดท้ายจะมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงชัยชนะ สามารถเลือกลุยคนเดียว หรือจะลุยพร้อมกับคู่หูที่เป็นคนหรือบอทก็ได้

4.Battle Mode การต่อสู้แบบสงคราม จะแบ่งออกเป็นข้างละ 4 คน แต่ละทีมก็จะมีนักรบติดตาม ภายในฉากจะเต็มไปด้วยการตะลุมบอนด้วยตัวละครมากมาย เปรียบเสมือนกับสงครามขนาดย่อมบนหน้าจอคอม

5.Demo Mode เป็นโหมดสังเกตการณ์ ตัวเกมจะสร้างทีมขึ้นมาแบบสุ่มด้วยฮีโร่ 10 ตัว โดยใช้บอทควบคุมทั้งหมด ผู้เล่นสามารถนั่งดูตัวละครเหล่านี้ต่อสู้กันเองได้จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งในที่สุด

กล้องถ่ายรูป, เรื่องทั้งหมด

ความเป็นมากล้องถ่ายรูป Fuji เกิดขึ้นมาได้ยังไง

Fujifilm camera
Fujifilm camera
Fujifilm ประวัติกล้องถ่ายรูป สาระสำคัญของโลก

ว่า ‘Fujifilm Holding Corporation’ โดยมีชื่อในตอนเริ่มก่อตั้งว่า ‘Fuji Shasshin Film KK’ โดยเป็นแยกตัวออกมาจาก ‘DaiNippon Celluloid K.K.’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1919 โดย Fuji เริ่มงานในปี ค.ศ. 1934 ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการบันทึกภาพทั้งหมด แต่มีความโดดเด่นและมุ่งเน้นไปที่ ‘ฟิล์ม’ วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น แต่ช่วงยุคแรกๆ นั้นทาง Fuji เริ่มต้นจากการผลิตอุปกรณ์ Optic เพื่อใช้งานทางทหารตลอดจนผลิตฟิล์มเพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์

หลังจากนั้นจึงมีการผลิตอุปกรณ์เพื่อการถ่ายภาพนิ่งประเภทต่างๆ ออกมามากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาด เช่น ฟิล์ม , กระดาษอัดภาพ , แผ่นเพลท , น้ำยาล้างรูป และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ได้เติบโตกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีการตั้งโรงงานเพื่อสร้างการผลิตขึ้นในหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น

ช่วงปลายปี ค.ศ. 1965 ทำการรุกเพื่อสร้างธุรกิจในระดับสากล โดยการลงทุนไปตั้งสาขาขึ้น ณ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ ‘Fuji Photo Film U.S.A. Co., Ltd.’ และตามด้วยการเปิดสาขาในยุโรป ขึ้นที่เมือง Düsseldorf ในปี ค.ศ. 1966 ช่วงนี้ Fuji ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อขายให้แก่ผู้ใช้ทั่วไป รวมทั้งอุตสาหกรรมทุกระดับ

สำหรับ ‘กล้องถ่ายภาพ’ ก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียง และฟิล์มกล่องสีเขียว ก็กลายมาเป็นอีกเอกลักษณ์ชิ้นสำคัญ โดยเฉพาะฟิล์ม Provia และ Velvia ได้รับการยกย่องว่าเป็นฟิล์มระดับตำนานเลยทีเดียว

มาดูเรื่องกล้องถ่ายภาพกันบ้าง Fuji เริ่มเส้นทางการผลิตกล้องฟิล์มอันโด่งดัง จากรุ่น Fujica Six ในปี ค.ศ. 1948 หลังจากนั้นก็สร้างกล้องฟิล์มประเภทต่างๆ อีกมากมาย ทั้ง Rangefinder, SLR, Medium Format เป็นต้น ทางด้านกล้องดิจิตอลนั้น ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1988 ด้วยรุ่น DS-1P มีความละเอียด CCD อยู่ที่ 400KP รวมทั้งใช้หน่วยความจำแบบ SRAM ของ Toshiba เพื่อเก็บข้อมูลภาพ จนกระทั่งพัฒนามาจนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่กล้องดิจิตอลของ Fuji ก็คือ เซนเซอร์แบบ Super CCD ที่มีคุณภาพระดับดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีกล้องถ่ายภาพแบบ 3D โดยการสร้างให้มีเลนส์ 2 ตัว เพื่อให้เกิดความใกล้เคียงกับระยะห่างจริงของสายตามนุษย์นั่นเอง

ทางด้านกล้อง DSLR ของ Fuji รุ่นที่มีชื่อเสียงคือ ตระกูล Finepix ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่าเป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีรูปร่างภายนอกมาจาก Nikon แต่ระบบภายในนั้นใช้เซนเซอร์แบบ Super CCD ซึ่ง Fuji คิดค้นขึ้นมาเอง โดยรุ่นนี้เป็นอีกตัวที่สร้างความตกตะลึงมาแล้ว เพราะได้ภาพที่มีระดับดีอย่างน่าตกใจในยุคนั้น นอกจากนี้ยังได้มีสร้างเลนส์ Fujinon อีกหลากหลายรุ่นเพื่อนำใช้กับกล้องหลายยี่ห้อ เช่น Nikon กับ Leica ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกทั้งคู่

เรื่องทั้งหมด

เทคโนโลยีอวกาศ ความรู้ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้

Rocket Go galaxy
Rocket Go galaxy
เทคโนโลยีอวกาศ สาระใหม่ที่ให้ความรู้อันแน่น

‘เทคโนโลยีอวกาศ’ ใช้ในการสำรวจอวกาศรวมทั้งใช้ศึกษาโลกจากมุมมองอวกาศ พร้อมออกไปดูปรากฏการณ์ต่างๆ โดยเทคโนโลยีอวกาศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมนุษย์ ในการอยากศึกษาเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยใช้ความรู้ทางฟิสิกส์กับเคมีผสมผสานกัน เพื่อการออกแบบและสร้างเครื่องมือเครื่องไม้ ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตการศึกษา เพิ่มความรู้ให้มากขึ้น ในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยนานาชนิดซึ่งถูกจัดอยู่ในเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ดาวเทียม , จรวด , ยานอวกาศ , ยานสำรวจ , ตลอดจนอุปกรณ์ – อาหารนานาชนิดเพื่อการใช้ชีวิตของนักบินและลูกเรือ

‘ดาวเทียม’ คือ อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อเลียนแบบดาวเคราะห์ โดยมันมีหน้าที่โคจรรอบโลกหรือปล่อยในวงโคจรตามที่ต้องการสำรวจ มีอุปกรณ์เพื่อเก็บข้อมูลติดไปด้วย และดาวเทียมก็จะส่งข้อมูลนั้นมายังโลก โดยวัตถุนี้ก็จัดเป็นอุปกรณ์โทรคมนาคมด้วย คือ สามารถถ่ายทอดคลื่นวิทยุ และถ่ายทอดสัญญาณดิจิตอลข้ามทวีป เป็นต้น

ประเภทของดาวเทียม

นักวิทยาศาสตร์แบ่งประเภทของดาวเทียมตามการใช้งาน ได้แก่

ดาวเทียมดาราศาสตร์ มีหน้าที่สำรวจดวงดาวซึ่งอยู่ห่างไกลโลก เช่น ส่งออกไปเพื่อทำการสำรวจกาแล็กซี ตลอดจนสำรวจวัตถุต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอวกาศ เช่น นักวิทยาศาสตร์ส่ง MAGELLAN ออกไป เพื่อสำรวจดาวศุกร์ เป็นต้น

ดาวเทียมสื่อสาร มีหน้าที่ประจำการในอวกาศ มีสถานที่ตั้งอยู่เป็นหลักแหล่ง ใช้ในการสื่อสารโดยใช้คลื่นวิทยุในความถี่ไมโครเวฟ เช่น Intelsat , ไทยคม เป็นต้น

ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสำรวจ พร้อมตรวจสอบความเป็นไปของทรัพยากรบนโลก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการทำแผนที่ต่างๆ เช่น Theos เป็นต้น

ดาวเทียมนำร่อง เป็นการผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุบวกกับรหัสดาวเทียม พร้อมส่งไปที่เครื่องรับสัญญาณบนโลก โดยมันช่วยค้นหาตำแหน่งบนโลก ได้อย่างแม่นยำทุกแห่งหน เช่น Galileo เป็นต้น

ดาวเทียมจารกรรม คอยตรวจตราความเรียบร้อยด้วยความละเอียดสูง หรือใช้ในกิจกรรมทหาร , การจารกรรม หรือเฝ้าระวังการโจมตีทางอากาศ เช่น Keyhole เป็นต้น

จรวด

เป็นเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง คอยขับเคลื่อนพาหนะไปยังจุดมุ่งหมาย เช่น ส่งสิ่งของ,เสบียงหรือส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ จรวดสามารถเดินทางไปในอวกาศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนรอบนอกมาเผาผลาญเชื้อเพลิง เนื่องจากจรวดมีถังบรรจุออกซิเจนอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว สำหรับจรวดชนิดเดินทางไปยังอวกาศนั้น จำเป็นต้องมีแรงพุ่งทะยานมหาศาล เพื่อฝ่าฟันแรงโน้มถ่วงของโลก

ยานอวกาศ

ยานพาหนะซึ่งนำมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยานแบบมีคนควบคุม และยานแบบไม่มีคนควบคุม สำหรับยานแบบมีคนควบคุมนั้นจะมีขนาดใหญ่โต เนื่องจากต้องมีพื้นที่พอให้มนุษย์อาศัยได้ รวมทั้งยังต้องคำนวณถึงปัจจัยต่างๆ ที่มนุษย์ต้องการ เช่น อากาศ , อาหาร , เตียงนอน , ห้องน้ำ เป็นต้น จึงทำให้มันมีราคาอภิมหาแพง

เรื่องทั้งหมด

คืออะไร เทคโนโลยี สมองกล AI

Artificial-Intelligence-Robot
Artificial-Intelligence-Robot
เทคโนโลยี AI ยุคแห่งทันสมัยใหม่ของโลก

ในปัจจุบันหลายๆ คน คงได้ยินชื่อ เทคโนโลยี ‘AI’ กันผ่านๆ หูมาบ้าง อีกทั้งยังได้ยินถึงความวิตกกังวลของนักวิทยาศาสตร์บางท่านที่ไม่ค่อยอยากสนับสนุนเทคโนโลยีนี้เท่าไหร่ เพราะกลัวว่ามันจะอาจลุกมาทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอนาคตได้ สำหรับวันนี้เราไปทำความรู้จักกับ ‘AI’ กันให้มากขึ้นดีกว่า

‘AI’ ไม่ใช่เรื่องใหม่

‘AI’ ย่อมาจากคำว่า Artificial Intelligence จัดเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความเกี่ยวพันธ์กับวิธีการอันทำให้คอมพิวเตอร์ มีความสามารถตลอดจนทักษะบางประการคล้ายมนุษย์หรือลอกเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม ‘AI’ เป็นโปรแกรม Software ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะคิดเองได้ ในอดีตมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำ ‘AI’ มาสร้างเป็นเรื่องราว ทั้งในรูปแบบ สงคราม , สนุกสนาน , มัน และน่าเศร้า เช่น The Matrix (1999) , Eagle Eye (2008) , A.I. Artificial Intelligence (2001) เป็นต้น

‘AI’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในงานแทนมนุษย์หลายอย่าง เช่น Call Center , ระบบไร้คนขับ , เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะใน Smart Phone เพื่อลดการใช้แรงงานมนุษย์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เป็นไปอย่างมีระบบ และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าในอนาคต AI จะทำงานอันซับซ้อนได้อย่างแน่นอน เช่น การวางแผน , การดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด ตลอดจนการสร้างเนื้องาน Content เป็นต้น

การทำงานของ AI ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

  • งานวางแผน โดยมีตัวอย่าง คือ งานควบคุมระยะไกลของ NASA
  • Game playing เช่น Deep Blue ของบริษัท IBM ซึ่งสร้างมาเพื่อเล่นหมากรุกเพียงอย่างเดียว Deep Blue สามารถโค่นคนที่เล่นหมากรุกได้เก่งที่สุดในโลก คือ นาย Garry Kasparov ด้วยคะแนน 3.5 – 5 ในเกมแข่งขันชิงแชมป์โลก ปี ค.ศ. 1997
  • Autonomous control เช่น ระบบ ALVINN ซึ่งเป็นระบบทำงานด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์ โดยเจ้า ALVINN ตัวนี้สามารถควบคุมพวงมาลัยให้แล่นอยู่ในช่องทางอัตโนมัติ

การแบ่ง AI ตามความสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

Acting Humanly – ทำอย่างมนุษย์ เช่น

  • สื่อสารด้วยภาษาคนในหลากหลายภาษา
  • มีประสาทรับสัมผัสคล้ายมนุษย์
  • เคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์
  • เรียนรู้เรื่องราวต่างๆเองได้

Thinking Humanly – คิดอย่างมนุษย์ เช่น

  • มีทักษะพิเศษเกี่ยวข้องกับความคิดมนุษย์ เช่น คิดตัดสินใจได้ , การแก้ปัญหา , เรียนรู้ เป็นต้น

Thinking rationally – คิดด้วยเหตุผล เช่น

  • มีความสามารถในด้านการคำนวณ
  • การศึกษาด้านการใช้เหตุผล
  • ใช้หลักตรรกศาสตร์ในการหาคำตอบอย่างมีเหตุผล

Acting rationally – ทำอย่างมีเหตุผล เช่น

  • มีความทักษะในการกระทำ ตามวิสัยทัศน์ของมนุษย์
  • พฤติกรรมที่แสดงถึงทักษะอันพิเศษด้านด้านหนึ่ง ที่ได้โปรแกรมคำสั่งเข้าไป
  • พยายามหาทางเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้เขียนโปรแกรมไว้ เช่น โปรแกรม Deep Blue ที่หาทางทำให้คู่ต่อสู้แพ้ให้ได้ จากการเล่นหมากรุก หรือ Proverb ที่แก้ปริศนาอักษรไขว้ได้ดีในระยะเวลาอันสั้น
มือถือ, เรื่องทั้งหมด

รีวิว P20 PRO กล้องถ่ายรูปสวยที่สุด

Huawei-P20-MObile-review
Huawei-P20-MObile-review
รีวิว Huawei P20 pro กล้องหน้า อัจฉริยะ

เมื่อ ‘Huawei P20 pro’ ได้เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในปี 2018 มันได้สร้างความตื่นเต้น และถูกพูดถึงในวงการนักถ่ายภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสปกของ P20pro ในเรื่องของกล้องให้มาอย่างน่าตกตะลึงจริงๆ โดยจุดเด่น อันเป็นเอกลักษณ์ ยากที่จะหารุ่นอื่นมาเทียบ ที่ทาง Huawei เปิดเผยออกมานั้น ได้แก่…

  • เซ็นเซอร์ 1/1.78″ มาพร้อมความละเอียด 40 ล้าน pixel โดยเซ็นเซอร์ขนาดนี้ มันมีความใหญ่สูสีกับกล้อง Compact Pro หรือกล้อง Mirrorless รุ่นเล็ก และนี่จึงทำให้หลายๆคนต่างตกตะลึง กับสิ่งที่ Huawei ให้มา
  • ISO 102400 มีกันสั่นแบบ AI IS สามารถใช้มือเดียวถือกล้อง พร้อมถ่ายใน 6 วินาที
  • กล้องหลัง 3 ตัว แบบ Leica และเลนส์ SUMMILUX-H Zoom optical ได้ถึง 3 เท่า
  • ได้คะแนนจาก DXOMARK ซึ่งเป็นเว็บไซต์ ที่มีชื่อเสียงเรื่องการวัดค่าเซ็นเซอร์ มากถึง 109 คะแนน เรียกได้ว่าทะลุเกินพิกัด อีกทั้งยังครองตำแหน่งกล้องโทรศัพท์มือถือ ที่มีคะแนนสูงสุด ณ ปัจจุบัน
  • กันน้ำ IP67 30 นาที

ลักษณะภายนอกของ P20 pro มีความโค้งมน กลมกลึง เรียบหรู สีของเครื่องแวววับเหมือนอัญมณีราคาแพง เวลาถือให้ความหรูหรา ในส่วนของน้ำหนักกำลังพอดี ไม่หนักจนเกินไปและก็ไม่เบามาก ดูรวมๆ แล้วสวยงามเป็นเอกลักษณ์

บริเวณด้านหลัง มีตรา Leica ประทับอยู่อย่างเห็นเด่นชัด ซึ่ง Leica นี้เป็นชื่อของผู้ผลิตกล้องที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้รับการยอมรับในวงการช่างภาพ โดยกล้องตัวนี้สามารถเลือกได้ ว่าจะให้ออกมาเป็นรูปใหญ่, รูปเล็ก หรือขาวดำก็ย่อมได้ ตัวเซ็นเซอร์ของกล้องตัวใหญ่ มีขนาด 1/1.78″ ละเอียด 40 ล้าน pixel โดยจัดว่ามีความใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในบรรดา Smart phone ทั้งหลาย และยังใหญ่กว่ากล้อง Compact หลายๆ ตัวอีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อีกด้วย สำหรับการใช้งาน ก็ง่ายพอสมควร การตั้งค่าในกล้องทุกอย่าง ทำได้ง่าย ตลอดจนสามารถตั้งค่าต่างๆ เช่น Speed , Iso , Wb ได้อย่างครบถ้วน

จุดเด่นอันน่าสนใจอีกอย่างของ P20pro คือ ‘Master AI’ เพราะในการถ่ายภาพแต่ละแนว ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เจ้าMaster AI ก็เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งในเรื่องของการปรับตั้งค่า ให้เหมาะสมกับถ่ายภาพแนวต่างๆ เช่น ถ้าคุณถ่ายท้องฟ้า มันก็จะปรับให้สีฟ้าเด่นๆ ถ่ายรูปต้นไม้ – ใบหญ้า สีเขียวก็จะเด่น , ถ้าถ่ายรูปคน มันก็จะวัดแสงที่หน้าคน พร้อมปรับโทนสีให้มีความนุ่มนวล สวยงาม ช่วยลบริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์, ถ้าถ่ายภาพเอกสาร หรือป้ายต่างๆ มันก็จะปรับให้ตัวหนังสือคมชัด อ่านได้ง่าย เป็นต้น เรียกได้ P20 PRO ถูกสร้างมาเพื่อปฏิวัติวงการถ่ายภาพบน Smart Phone อย่างแท้จริง